

เป็นเรื่องราวการเดินทางผจญภัยของตัวละคร บิลโบ แบ็กกินส์ ผู้ถูกต้อนเข้าสู่ภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการทวงคืนอาณาจักรคนแคระแห่งเอเรบอร์ที่สาปสูญหลังจากได้รับชัยชนะจากมังกรสมอว์กมาอย่างยาวนาน เขาถูกทาบทามโดยไม่รู้เรื่องโดยแกนดัล์ฟ พ่อมดเทา บิลโบพบว่าตัวเองต้องร่วมทางกับคนแคระทั้ง 13 ที่นำโดยนักรบในตำนานอย่างธอริน โอเคนชีลด์ การเดินทางของพวกเขาจะนำพวกเขาสู่ป่ารกร้าง ท่ามกลางดินแดนแห่งความไม่น่าไว้วางใจของสิ่งมีชีวิตมากมาย พร้อมด้วยพวกพราย, ออร์ค ,หมอผีและหมาป่าวอร์กที่อันตราย แต่สิ่งแรกที่พวกเขาต้องทำคือหนีออกจากอุโมงค์ก็อบลินที่บิลโบได้พบกับสัตว์ประหลาดที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาลอย่าง…กอลลัม ณ ที่นี้ บิลโบ ต้องอยู่กับกอลลัมตามลำพังบนชายฝั่งใต้ดิน บิลโบ แบ๊กกิ้นส์ผู้สุภาพไม่ได้พบแค่ความฉลาดและความกล้าที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ที่สร้างความประหลาดใจให้เขาเท่านั้น แต่เขายังได้ครองแหวนแห่งกอลลัมที่ “ล้ำค่า” ที่กอลลัมมีความหลงใหลและมีพลังวิเศษอย่างคาดไม่ถึงอีกด้วย … แหวนทองธรรมดาที่ลิขิตชะตาของมิดเดิ้ล-เอิร์ธอย่างที่บิลโบไม่ทันล่วงรู้ได้

หลายคนอาจจะคุ้นชินกับความตึงเครียดของ The Lord of the Rings แต่ใน The Hobbit 1 นี้ หนังพยายามรักษาจิตวิญญาณดั้งเดิมของหนังสือที่เป็นแนวผจญภัยสำหรับเด็ก (แต่แฝงความดาร์ก) ออกมาได้อย่างลงตัว เป็นการเปิดประตูบานเดิมที่คุ้นเคย แต่พาเราไปสำรวจเส้นทางที่แตกต่างออกไป
สิ่งที่ movie24hd สังเกตเห็นได้ชัดคือ “ความละเมียดละไม” ในช่วงแรกของหนัง หนังใช้เวลาพอสมควรใน “แบ็กเอนด์” (Bag End) เพื่อให้เราซึมซับวิถีชีวิตฮอบบิท ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มระดับความเข้มข้นเมื่อเหล่าคนแคระทั้ง 13 คนปรากฏตัว การดำเนินเรื่องภาคนี้เป็นการปูพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่าง บิลโบ้ แบ็กกินส์ และเหล่าคนแคระได้อย่างยอดเยี่ยม เราเห็นพัฒนาการของตัวละครที่เริ่มต้นจากความกลัว ความไม่มั่นใจ จนค่อยๆ กลายเป็นความกล้าหาญที่ออกมาจากหัวใจ หนังไม่ได้เร่งรีบที่จะเข้าสู่ฉากต่อสู้ แต่เน้นให้เรา “รู้จัก” และ “รัก” ตัวละครแต่ละตัว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เราอยากติดตามการเดินทางนี้ไปจนจบ
Martin Freeman (รับบท Bilbo Baggins): ผมกล้าพูดเลยว่าไม่มีใครเหมาะสมกับบทนี้เท่าเขาอีกแล้ว มาร์ตินมีจังหวะการแสดงคอมเมดี้ที่หน้าตายแต่ตลก (Deadpan Humor) และเขาสามารถถ่ายทอดความ “กระอักกระอ่วน” ของฮอบบิทที่ถูกดึงออกจากโซนปลอดภัยได้สมจริงมาก ท่าทางการขยับนิ้ว การถอนหายใจ หรือแววตาที่ตื่นตระหนก มันทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่าเขาคือบิลโบ้
Sir Ian McKellen (รับบท Gandalf the Grey): การกลับมาของปู่เอียนในบทพ่อมดเทาคือสิ่งที่แฟนหนังโหยหา ภาคนี้แกนดัล์ฟดูมีความขี้เล่นและมีอารมณ์ขันมากกว่าใน LOTR แต่ยังคงความน่านับถือและทรงพลังไว้ได้เหมือนเดิม
Richard Armitage (รับบท Thorin Oakenshield): ริชาร์ดสามารถมอบภาพลักษณ์กษัตริย์ผู้พลัดถิ่นที่มีความทระนงและแฝงไปด้วยความเศร้าได้อย่างลึกซึ้ง ความเป็นผู้นำของเขาดูน่าเกรงขามจนทำให้เราเข้าใจว่าทำไมคนแคระคนอื่นๆ ถึงยอมติดตามเขาไปตายได้
Andy Serkis (รับบท Gollum): จะลืมคนนี้ไปไม่ได้เลย! ฉาก “Riddles in the Dark” (ทายปริศนาในความมืด) คือไฮไลท์ของการแสดงในภาคนี้ แอนดี้ทำให้กอลลั่มดูมีชีวิต มีความสับสนระหว่างความน่าสงสารและความน่ากลัวได้อย่างไร้ที่ติ
ในตอนที่หนังเข้าฉาย The Hobbit 1 คือผู้บุกเบิกเทคโนโลยี 48 Frames Per Second (HFR) ซึ่งมากกว่าหนังปกติเท่าตัว:
ความคมชัดระดับตาเห็น: แม้ในช่วงแรกผู้ชมบางส่วนจะบอกว่ามันดู “ชัดเกินไป” จนเหมือนละครเวที แต่สำหรับฉากวิวทิวทัศน์ของนิวซีแลนด์ มันคือความงดงามที่ไม่มีหนังเรื่องไหนเทียบได้ ความเขียวขจีของไชร์ และความอลังการของริเวนเดลล์ ถูกถ่ายทอดออกมาจนเราแทบจะได้กลิ่นอายของภูเขาและทุ่งหญ้า
การออกแบบตัวละคร (Creature Design): กองทัพกอบลินในภูเขาทำออกมาได้ดูน่าขยะแขยงและมีเอกลักษณ์ การใช้ CGI ผสมกับ Prosthetic Makeup ทำให้ภาพรวมของสิ่งมีชีวิตในมัชฌิมโลกดูมีมิติและไม่ลอยจนเกินไป
Rotten Tomatoes: คะแนนฝั่งผู้ชมพุ่งสูงถึง 83% ซึ่งยืนยันได้ว่าแฟนๆ รักการผจญภัยครั้งนี้มาก
IMDb: คะแนนอยู่ที่ 7.8/10 ถือเป็นคะแนนระดับท็อปของหนังแนวแฟนตาซี
มุมมองจาก movie24hd: นี่คือหนังที่มอบ “ความสุข” ในการดูหนังอย่างแท้จริง มันมีทั้งเสียงหัวเราะ ความตื่นเต้น และความคิดถึงที่ถาโถมเข้ามาในทุกฉากครับ
ผู้กำกับ: Peter Jackson
บทประพันธ์: J.R.R. Tolkien
นักแสดงนำ: Martin Freeman, Ian McKellen, Richard Armitage, Andy Serkis, Hugo Weaving
ลิ้งค์ภายใน: ชมตัวอย่างหนังและสปอยเต็มรูปแบบที่ movie24hd.net
The Chronicles of Narnia: หนังผจญภัยในโลกแฟนตาซีที่มีกลิ่นอายคล้ายกัน
Stardust (2007): หนังผจญภัยที่มีความเป็นเทพนิยายและความขบขัน
The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring: หากคุณยังไม่เคยดูภาคต่อ (หรือภาคก่อนหน้าในแง่ปีที่สร้าง) ต้องเริ่มจากเรื่องนี้เลยครับ
The Hobbit: An Unexpected Journey คือหนังที่เปรียบเสมือนเพื่อนเก่าที่เดินทางกลับมาหาเรา แม้มันจะมีความแตกต่างจากภาคก่อนๆ อยู่บ้าง แต่มันคือจุดเริ่มต้นที่เต็มไปด้วยหัวใจ หนังเรื่องนี้สอนเราว่า “แม้แต่คนตัวเล็กที่สุด ก็สามารถเปลี่ยนทิศทางของประวัติศาสตร์ได้” และนั่นคือข้อความที่ทรงพลังที่สุดที่มอบให้แก่ผู้ชม ร่วมเดินทางไปกับเราและรับชมรีวิวหนังคุณภาพได้ที่: คุณอยากให้ผมช่วยเล่าความแตกต่างระหว่างเวอร์ชันหนังสือและหนัง หรืออยากให้รีวิวภาคต่อ ‘The Desolation of Smaug’ ในมุมมองอื่นเพิ่มไหมครับ?