

เรื่องย่อ กล่าวถึง ในปีค.ศ. 2126 เกม RPG ออนไลน์โลกเสมือน หรือ DRMMORPG Dive Massively Multiplayer Online Role Playing Game) ชื่อดัง Yggdrasil ที่ต้องมาปิดตัวในวันหนึ่ง แต่ตัวเอกของเรื่อง โมมอนกะ ตัดสินใจที่ไม่ล็อกเอาท์ออกจากเกม เขาได้เปลี่ยนรูปร่างตัวเองเป็นร่างโครงกระดูก อาชีพเนโครแมนเซอร์ ในฐานจอมเวทที่แข็งแกร่งที่สุด แล้วอาศัยอยู่ในโลกนั้น โลกนั้นค่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย โดยตัวละครที่ไม่สามารถบังคับได้ หรือที่เรียกว่า NPCs นั้นเริ่มมีความรู้สึกนึกคิด โมมอนกะจึงเลือกที่จะต่อสู้เพื่อปกครองโลกนี้และเปลี่ยนแปลงไปตามที่เขาต้องการ

หัวใจหลักของ คือการขยายขอบเขตการสำรวจโลกใหม่ของ “ไอนซ์ อูล โกวน์” สิ่งที่ทำให้เนื้อเรื่องภาคนี้น่าสนใจไม่ใช่แค่การโชว์พลังเทพข่มผู้พิทักษ์ หรือการจัดการมอนสเตอร์กระจอกๆ แต่มันคือการ “เล่นละคร” ระดับโลกครับ ในมูฟวี่ภาคนี้ เราจะได้เห็นการเดินทางของไอนซ์ในร่างของ “โมมอน” (Momon) นักรบสวมเกราะดำผู้น่าเกรงขาม หนังนำเสนอให้เห็นว่าความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการครองโลก แต่การสร้าง “ภาพลักษณ์” และ “ชื่อเสียง” ในหมู่มนุษย์คือกลยุทธ์ที่ล้ำลึกกว่า เนื้อเรื่องพาเราไปดูการประชันไหวพริบและการแทรกซึมเข้าไปในสมาคมนักผจญภัย ซึ่งทำให้เราเห็นมุมมองของมนุษย์ทั่วไปที่มองว่าตัวเอกคือ “ความหวัง” ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาคือ “จอมมาร” ที่อยู่เบื้องหลังความวุ่นวายทั้งหมด ความน่าติดตามอยู่ที่การที่ผู้ชมได้รับรู้ข้อมูลมากกว่าตัวละครในเรื่อง (Dramatic Irony) เราจะรู้สึกสนุกไปกับการลุ้นว่าท่านไอนซ์จะรักษาสถานะฮีโร่ไปพร้อมกับการปกครองเหล่านักรบปีศาจได้อย่างไร และความขัดแย้งภายในใจของไอนซ์ที่ยังมีความเป็นมนุษย์ (ซาโตรุ) หลงเหลืออยู่เล็กน้อยก็ทำให้เนื้อเรื่องมีเสน่ห์อย่างมาก
แม้จะเป็นการนำเนื้อหาเดิมมาเล่าใหม่ แต่ Madhouse ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการปรับปรุงงานภาพสำหรับหน้าจอโรงภาพยนตร์นั้นแตกต่างออกไปอย่างไร
Enhanced Animation: ในภาค The Dark Hero มีการแก้เฟรมเรตและปรับปรุงเอฟเฟกต์แสงสีให้มีความอลังการมากขึ้น ฉากการต่อสู้ของโมมอนกับศัตรูระดับสูง หรือการใช้สกิลวงกว้างดูมีมิติและรุนแรงกว่าในเวอร์ชันทีวี
CGI Integration: การใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกในส่วนของกองทัพกระดูกหรือมอนสเตอร์ขนาดใหญ่ทำออกมาได้กลมกลืนขึ้น ไม่ดูโดดเด่นจนขัดตาเหมือนอนิเมะบางเรื่อง ทำให้ความขลังของสุสานนาซาแรคยังคงอยู่อย่างครบถ้วน
Direction: การตัดต่อในรูปแบบมูฟวี่ทำให้จังหวะของเรื่อง (Pacing) เร็วขึ้นมาก ตัดส่วนที่ยืดเยื้อออกไปเหลือไว้แต่เนื้อๆ ทำให้เราสัมผัสถึงความกดดันและความตื่นเต้นได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบ
หนึ่งในจุดแข็งที่สุดของ Overlord คือทีมนักพากย์ที่สามารถถ่ายทอดบุคลิกตัวละครออกมาได้อย่างมีเอกลักษณ์
Satoshi Hino (ไอนซ์/โมมอน): การแสดงของเขาในภาคนี้ต้องใช้ทักษะสูงมาก เพราะต้องพากย์ทั้งเสียงของจอมมารที่ทรงอำนาจ เสียงนักรบโมมอนที่ดูเป็นมิตรแต่แฝงความลึกลับ และเสียงพากย์ในใจ (Internal Monologue) ของซาโตรุที่ดูตลกและเป็นปุถุชน การสลับอารมณ์ไปมาทำได้ไร้รอยต่อจนน่าทึ่ง
Yumi Hara (อัลเบโด): ความคลั่งรักที่ปนเปไปกับความอำมหิตในน้ำเสียงของเธอคือเสน่ห์ที่ทำให้ตัวละครนี้โดดเด่น ทุกคำพูดที่เธอเรียก “ไอนซ์ซามะ” สื่อถึงความจงรักภักดีที่ลึกซึ้งและน่าขนลุกในเวลาเดียวกัน
Sumire Uesaka (แชลเทียร์): ในภาคนี้เราจะได้เห็นบทบาทที่สำคัญของเธอมากขึ้น การแสดงเสียงของแชลเทียร์มีความหลากหลายตั้งแต่ความหยิ่งยโสไปจนถึงความคลุ้มคลั่งในการต่อสู้ ซึ่งซูมิเระทำออกมาได้ถึงอารมณ์มาก
MyAnimeList: ได้รับคะแนนเฉลี่ยที่ 7.8/10 โดยแฟนๆ มองว่าเป็นภาคที่สรุปเนื้อหาได้ดีเยี่ยมและภาพสวยขึ้น
IMDB: คะแนนอยู่ที่ 7.4/10 ซึ่งถือว่าสูงสำหรับภาพยนตร์แนวสรุปเนื้อหา (Recap Movie)
movie24hd Opinion: เราให้คะแนนที่ 8.5/10 ครับ แม้จะเป็นการเล่าซ้ำ แต่การเรียบเรียงใหม่ทำให้เห็นภาพรวมของแผนการ “ครองโลกด้วยชื่อเสียง” ของท่านไอนซ์ได้ชัดเจนมาก ใครที่เป็นมือใหม่หัดดู Overlord เริ่มจากมูฟวี่นี้ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี
หากคุณชอบแนวพระเอกเทพและต้องสวมบทบาทปิดบังตัวตน แนะนำให้ดู:
Code Geass: การวางแผนทำลายโลกเพื่อสร้างโลกใหม่โดยใช้หน้ากากบังหน้า
That Time I Got Reincarnated as a Slime: การสร้างอาณาจักรและการรวบรวมพรรคพวกจากต่างโลก
Log Horizon: การใช้ความรู้และกลยุทธ์เพื่อปกครองและพัฒนาโลกเสมือน
คือบทพิสูจน์ว่าความยิ่งใหญ่ของท่านไอนซ์ไม่ได้สร้างขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่มันเกิดจากการวางแผนที่แยบยลและการใช้ทรัพยากรมนุษย์ (และปีศาจ) อย่างคุ้มค่าที่สุด มูฟวี่เรื่องนี้เป็นมากกว่าการสรุปเรื่องราว แต่มันคือการประกาศศักดาของ “นักรบดำ” ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ไปตลอดกาล movie24hd